หลากเหตุผลที่ทำให้ “บาร์เซโลน่า” ต้องเผชิญหน้ากับความล้มเหลว

ซูเปอร์สตาร์ขาลง
….คงต้องยอมรับว่าผู้เล่นหลายๆคนของบาร์เซโลน่าผ่านจุดสูงสุดในอาชีพของพวกเขาไปแล้ว ทั้งเรื่องของฟอร์มการเล่น และสภาพร่างกาย เคราร์ด ปิเก้, ฆอร์ดี้ อัลบา, อิวาน ราคิติช, อาร์ตูโร่ วิดัล, เซร์คิโอ บุสเกตส์, หลุยส์ ซัวเรซ นักเตะเหล่านี้อายุอานามแตะหลัก 32-33 ปีกันทุกคน รวมไปถึง ลิโอเนล เมสซี่ ในวัย 33 ปี ซึ่งจะให้ไปลากหลบผู้เล่นทีละ 4-5 คนเหมือนเมื่อก่อนก็คงยากและเมื่อทัพนักเตะกลุ่มนี้อยู่ในช่วง “ขาลง” พร้อมๆกัน ต่อให้เมสซี่จะเทพดุจพระเจ้า หรือเก่งมาจากดาวดวงไหน ก็คงไม่สามารถที่จะแบกทีมได้ตลอดทุกนัด “เราจำเป็นต้องมีผู้เล่นสายเลือดใหม่เข้ามา เพื่อขับเคลื่อนทีมไปข้างหน้า และถ้ามันจำเป็น ผมก็พร้อมเป็นคนแรกที่จะออกจากทีมไป” เคราร์ด ปิเก้ กัปตันบาร์ซ่า กล่าวยอมรับสภาพ หลังเกมพ่ายบาเยิร์น
การเสริมทัพที่ล้มเหลว
….การโรยราของผู้เล่นตัวหลักเป็นเรื่องปกติที่ทุกสโมสรต้องเจอ ซึ่งบอร์ดบริหารของบาร์เซโลน่าก็ได้เตรียมรับมือปัญหานี้ไว้เช่นกัน แต่อาจพูดได้ว่าแผนของพวกเขา “ล้มเหลว” โดยสิ้นเชิง ริกิ ปูอิก, โรนัลด์ อราอูโจ้, อันซู ฟาติ เป็นกลุ่มดาวรุ่งที่ถูกดันขึ้นมาสัมผัสเกมชุดใหญ่ แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้มากนัก แต่ที่น่าผิดหวังที่สุดคือ การเสริมนักเตะใหม่ ซึ่งระยะหลังแทบไม่มีแข้งใหม่คนไหนที่จะมาระเบิดฟอร์มในถิ่นคัมป์นูได้เลย ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นมาตลอดช่วง 2-3 ปีหลังไม่ว่าจะเป็น อุสมาน เดมเบเล่, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, เยอร์รี่ มีน่า, อาร์ตูร์, มัลคอม หรือในซีซั่นล่าสุดอย่าง เฟรนกี้ เดอ ยอง รวมถึง อองตวน กรีซมันน์ ซึ่งผลงานไม่เปรี้ยงปร้างอย่างที่คาดหวังกันไว้ และที่ทำให้สาวก “อาซูกราน่า” อุทานออกมาเป็นภาษาสแปนิช คือการดึงตัวผู้เล่นเกรดบีอย่าง มาร์ติน เบรธเวท เข้าสู่ทีมเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งใครจะไปคิดว่า “โคตรทีม” อย่างบาร์เซโลน่า ต้องมาใช้บริการอดีตกองหน้าของ มิดเดิ้ลสโบรห์ ในลีกแชมเปี้ยนชิพ จริงอยู่ว่า เบรธเวท อาจจะมีดีกรีเป็นระดับทีมชาติเดนมาร์ก แต่ดาวเตะวัย 29 ปีรายนี้ไม่เคยประสบความสำเร็จใดๆ ไม่เคยแม้แต่จะค้าแข้งกับสโมสรระดับท็อปที่ไหนเลย และผลที่ได้ก็ตามคาด นั่นคือ “แป้ก” จากผลงานลงสนามให้บาร์ซ่า 11 นัด ยิงได้กระจุ๋มกระจิ่มแค่ประตูเดียว
แม่ทัพสอบตก
….ประสบการณ์ที่ผ่านมา เซเตียน เคยคุมแต่สโมสรเล็กๆ อาทิ ลูโก้, ลาส พัลมาส โดยทีมที่พอจะมีชื่อคุ้นหูบ้างก็คือ เรอัล เบติส แต่ตลอดชีวิตการเป็นกุนซือ เซเตียนไม่เคยได้เอามือไปสัมผัสโทรฟี่แชมป์ใดๆเลยแม้รายการเดียวอาจเรียกได้ว่า ไร้ฝีมือเป็นที่ประจักษ์ แถมยังดูไร้บารมีที่จะมาเป็นบิ๊กบอสของบาร์ซ่า ซึ่งเต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ล้นทีม สุดท้าย “หายนะ” จึงมาเยือนถิ่นคัมป์นูอย่างรวดเร็ว และแน่นอนจากความล้มเหลวที่เกิดขึ้น เซเตียนเตรียมตัวเตรียมใจกลายเป็นกุนซือตกงานแน่นอน และบาร์เซโลน่าก็ต้องละเอียดกว่านี้ในการเลือกผู้จัดการทีมคนต่อไป เพื่อไม่ให้ทีมถอยหลังลงคลองมากไปกว่านี้อีก
ความขัดแย้งภายใน

….เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา บอร์ดบริหารระดับสูงของบาร์ซ่าลาออกพร้อมกับทีเดียวถึง 6 คน เนื่องจากมีความขัดแย้งกับประธานสโมสร โฆเซป มาเรีย บาร์โตเมว ประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมานั้นมีหลายต่อหลายเรื่อง ทั้งเรื่องความไม่ลงรอยกันในการจ้างบริษัทมาปั่นกระแสโจมตีฝ่ายตรงข้าม ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งประธานสโมสรคนใหม่ในปีหน้า การปรับลดค่าเหนื่อยนักเตะลงในช่วงระบาดของโควิด-19 ตลอดจนเรื่องแนวทางการบริหารสโมสรอีกหลายอย่าง ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งดังกล่าวยังลามมาถึงตัวนักเตะด้วย ซึ่งนักเตะหลายคนไม่พอใจที่สโมสรปลดกุนซือ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ โดยมีรายงานข่าวว่า จริงๆแล้ว บาร์ซ่าต้องการดึงตัว ซาบี เอร์นานเดซ ดาวเตะระดับตำนาน เข้ามาคุมทีมต่อจากบัลเบร์เด แต่ ซาบี ตอบปฏิเสธกลับมา เนื่องจากไม่อยากทำงานร่วมกับผู้บริหารชุดปัจจุบัน บาร์ซ่าจึงไปได้ตัว เซเตียน มาในที่สุด เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีเรื่องราว “ซดเกาเหลา” กันระหว่าง ลิโอเนล เมสซี่ กับ เอริค อบิดัล อดีตเพื่อนร่วมทีม ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการด้านฟุตบอลของสโมสร หลังจาก อบิดัล ออกมาวิจารณ์ว่ามีนักเตะบางคนไม่ทุ่มเทเพื่อทีมอย่างเต็มที่ จนเมสซี่จัดการ “เคาน์เตอร์ แอ็ทแท็ก” ทันที “ผมคิดว่าเมื่อมีการพูดถึงนักเตะ คุณควรระบุชื่อเลยว่าหมายถึงถึงใคร มิฉะนั้นมันจะเหมือนพวกเราทุกคนถูกใส่ร้าย และทำให้ข่าวลือที่ไม่เป็นจริงแพร่กระจายออกไป” ดาวยิงทีมชาติเจนตินา โต้กลับผ่านไอจีส่วนตัว
ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อม ส่งมายังผลงานอันย่ำแย่ในสนาม และเป็นภารกิจสำคัญที่บาร์ซ่าต้องเร่งทำอะไรสักอย่างโดยเร็ว มิฉะนั้นพวกเขาอาจจะทำได้แค่นั่งมองคู่ปรับสำคัญอย่าง “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ฉลองแชมป์กันตาปริบๆ
Share on facebook
Facebook